DPF กับ Catalytic Converter ต่างกันอย่างไร

CAT (Catalytic Converter) เกิดมาเพื่อ เปลี่ยนก๊าซพิษ ให้เป็นก๊าซ
หรือที่ช่างรถยนต์เรียกกันสั้นๆ ว่า "ท่อแคทฯ" คือ อุปกรณ์บำบัดไอเสียที่ติดตั้งอยู่ใต้ท้องรถยนต์ (ทั้งเบนซินและดีเซล) ทำหน้าที่แปลงก๊าซพิษจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ให้กลายเป็นก๊าซที่ปลอดภัยก่อนปล่อยออกสู่อากาศ
หน้าที่และหลักการทำงานของท่อแคทฯ
ช่วยลดก๊าซพิษที่ออกมาจากการทำงานของเครื่องยนต์ ลดก๊าซพิษ 3 ชนิด
1. คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO)
2. ไฮโดรคาร์บอน (HC)
3. ไนโตรเจนออกไซด์ (NOx)
ภายในท่อ CAT จะมีเซรามิกโครงสร้างรังผึ้งที่เคลือบด้วยสารเร่งปฏิกิริยาที่เป็นโลหะมีค่า เช่น แพลทินัม(Platinum) พัลลาเดียม(Palladium) และโรเดียม(Rhodium)
เมื่อก๊าซพิษวิ่งผ่านและเจอกับความร้อนสูง สารเหล่านี้จะเร่งปฏิกิริยาเคมี เปลี่ยนก๊าซพิษร้ายแรงให้กลายเป็นก๊าซเฉื่อยที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต เช่น ไนโตรเจน (N2) คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และไอน้ำ (H2O) ปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศ
DPF (Diesel Particulate Filter) เกิดมาเพื่อ ดักจับควันดำ ไม่ให้หลุดไปในอากาศ
ตัวกรองเขม่าดีเซล ถูกคิดค้นขึ้นมาทีหลังเพื่อตอบโจทย์เครื่องยนต์ดีเซลโดยเฉพาะ เนื่องจากเครื่องยนต์ดีเซลมีข้อเสียร้ายแรงคือ การเกิด "เขม่าควันดำ"
หลักการทำงานและการล้างเขม่าอัตโนมัติ (Regeneration) ไส้กรองเซรามิกภายในจะกักเก็บเขม่าดำเอาไว้จนกว่าจะเต็ม และเผาไหม้ตัวเอง (Active Regeneration) เมื่อขับรถด้วยความเร็วคงที่ระยะหนึ่ง เช่น วิ่งทางไกล ระบบจะฉีดน้ำมันเพิ่มเพื่อเพิ่มความร้อนในท่อไอเสียสูงถึง 600°C เพื่อเผาเขม่าดำให้กลายเป็นขี้เถ้าสีขาวและระบายออกไป
สรุปสั้นๆ ให้จำง่าย
Catalytic Converter (ท่อแคทฯ): ทำหน้าที่ "แปลงก๊าซพิษ" (ที่เป็นไอระเหยไร้สี) ให้กลายเป็นก๊าซที่ปลอดภัย
DPF: ทำหน้าที่ "ดักจับเขม่าดำ" (ที่เป็นอนุภาคของแข็งหรือ PM2.5) ไม่ให้ปล่อยออกสู่ท้องถนน
แม้ว่าอุปกรณ์ทั้งสองชิ้นนี้จะทำหน้าที่ต่างกัน แต่ในรถยนต์ดีเซลยุคใหม่ ทั้งคู่คือ "คู่หู" ที่ต้องทำงานร่วมกันอย่างขาดไม่ได้ เพื่อเปลี่ยนไอเสียสีดำและสารพิษร้ายแรง ให้กลายเป็นอากาศที่สะอาดขึ้นก่อนปล่อยออกจากปลายท่อ การดูแลรักษาเครื่องยนต์และเลือกใช้น้ำมันเครื่องที่ถูกต้อง จึงไม่ใช่แค่การยืดอายุรถของคุณ แต่คือการช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน


