แชร์

น้ำมันเครื่องผิดเบอร์ ใช้ไม่ตรงสเปกรถ จะเกิดอะไรขึ้น?

อัพเดทล่าสุด: 28 ก.ย. 2026
51 ผู้เข้าชม
น้ำมันเครื่องผิดเบอร์ใช้ไม่ตรงสเปกรถ จะเกิดอะไรขึ้น?

น้ำมันเครื่องผิดเบอร์ ใช้ไม่ตรงสเปกรถ จะเกิดอะไรขึ้น?


น้ำมันเครื่องเป็นสิ่งที่เข้าใปช่วยหล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆในเครื่องยนต์ ในแต่ละรุ่นถูกออกแบบมาให้มีระยะห่างระหว่างชิ้นส่วน ในสภาวะการทำงานที่แตกต่างกัน การเลือกใช้น้ำมันเครื่องที่ตรงสเปกจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง และช่วยยืดอายุการใช้งานของรถยนต์ให้ยาวนานที่สุด

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้รถจำนวนไม่น้อยมักมองข้ามความสำคัญในจุดนี้ และเลือกใช้น้ำมันเครื่องตามความเคยชิน ตามคำบอกเล่า หรือเปลี่ยนไปใช้เบอร์น้ำมันที่ไม่ตรงกับคู่มือรถยนต์โดยไม่ตั้งใจ การใช้น้ำมันเครื่อง “ผิดเบอร์” หรือ “ไม่ตรงสเปก” ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันที่ใสเกินไปจนขาดฟิล์มปกป้อง หรือหนืดเกิน

 

กรณีเติมน้ำมันเครื่องที่ "ใสเกินไป" (เลขตัวหลังต่ำกว่ากำหนด เช่น คู่มือให้ใช้ 10W-30 แต่ไปใช้ 0W-16)

  • ฟิล์มน้ำมันบางเกินไป เมื่อเครื่องยนต์ทำงานจนเกิดความร้อนสูง น้ำมันที่ใสเกินไปจะไม่สามารถคงสภาพเป็นฟิล์มหนาพอที่จะเคลือบและปกป้องผิวโลหะได้
  • แรงดันน้ำมันเครื่องตก น้ำมันที่เหลวเกินไปจะทำให้ระบบสร้างแรงดันได้ไม่ดีพอ อาจมีสัญญาณเตือนไฟรูปน้ำมันเครื่องโชว์บนหน้าปัด
  • เครื่องยนต์เสียงดังและน้ำมันเครื่องหาย จะเริ่มมีเสียงดังผิดปกติจากกลไกภายใน และน้ำมันเครื่องจะเล็ดลอดเข้าห้องเผาไหม้ได้ง่าย ทำให้น้ำมันเครื่องพร่องหายอย่างรวดเร็ว


 กรณีเติมน้ำมันเครื่องที่ "หนืดเกินไป" (เลขตัวหลังสูงกว่ากำหนด เช่น คู่มือให้ใช้ 0W-20 แต่ไปใช้ 10W-40)

  • รถอืดและเร่งไม่ขึ้น น้ำมันที่มีความข้นหนืดสูงจะทำให้ชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ขยับตัวได้ยากขึ้น เกิดแรงต้านทานสูง
  • สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องยนต์ต้องออกแรงและทำงานหนักขึ้นเพื่อเอาชนะความหนืดของน้ำมัน ส่งผลให้รถกินน้ำมันมากกว่าปกติ
  • เครื่องยนต์สึกหรอช่วงสตาร์ท น้ำมันที่หนืดเกินไปจะไหลเวียนได้ช้า ทำให้ปั๊มน้ำมันเครื่องไม่สามารถส่งน้ำมันไปเลี้ยงชิ้นส่วนส่วนบนของเครื่องยนต์ (เช่น ชุดวาล์วและเพลาลูกเบี้ยว) ได้ทันท่วงทีในช่วงที่เพิ่งสตาร์ทรถใหม่ ๆ


ตัวเลขขงเบอร์น้ำมันเครื่อง คือ ค่ามาตรฐาน SAE ที่ใช้บอก "ความหนืด" ของน้ำมันเครื่องในอุณหภูมิต่าง ๆ
โดยตัวเลขเหล่านั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ชุดหลัก ซึ่งมีความหมายสำคัญ ดังนี้

1. ตัวเลขชุดหน้า + ตัวอักษร W (เช่น 0W, 5W, 10W)

  • W ย่อมาจาก Winter (ฤดูหนาว)
  • ตัวเลขชุดนี้บอกถึง ความสามารถในการไหลเวียนของน้ำมันในอุณหภูมิต่ำ หรือตอนสตาร์ทเครื่องยนต์ครั้งแรกของวัน (ตอนที่เครื่องยังเย็นอยู่)
  • หลักการจำ: ยิ่งตัวเลขน้อย น้ำมันยิ่งไหลเวียนได้ดีในที่เย็นจัด เช่น 0W จะไหลไปเลี้ยงเครื่องยนต์ตอนสตาร์ทได้เร็วกว่า 10W

สำหรับประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ตัวเลขชุดหน้าจึงไม่ค่อยส่งผลต่อการใช้งานทั่วไปมากนัก แต่ค่ายรถยนต์รุ่น ใหม่ๆ มักกำหนดให้ใช้ 0W เพื่อช่วยประหยัดน้ำมันตอนสตาร์ท


2. ตัวเลขชุดหลัง (เช่น 20, 30, 40, 50)

  • ตัวเลขชุดนี้บอกถึง ความหนืดของน้ำมันเครื่องในอุณหภูมิใช้งานปกติ (ตอนเครื่องยนต์ร้อนเต็มที่ ประมาณ 100 องศาเซลเซียส)

หลักการจำ

  • ตัวเลขน้อย (20, 30) น้ำมันจะ ใสและเหลว ช่วยให้เครื่องยนต์ลื่นไหล ประหยัดน้ำมัน เหมาะกับรถยนต์รุ่นใหม่ๆ หรือรถ Eco Car
  • ตัวเลขมาก (40, 50) น้ำมันจะ ข้นและหนืด มีฟิล์มน้ำมันที่หนา ช่วยปกป้องเครื่องยนต์ได้ดีในสภาวะความร้อนสูง เหมาะกับรถเก่า (ไมล์สูง) ที่เครื่องยนต์เริ่มหลวม หรือรถที่ใช้งานหนัก ขับรอบสูงบ่อยๆ

 

เกร็ดความรู้: แล้วทำไมเมืองไทยร้อน 30-40 องศา แต่รถรุ่นใหม่ๆ ยังให้ใช้ 0W?

ในอดีตเราอาจจะคิดว่า 0W เหมาะกับเมืองนอกที่มีหิมะเท่านั้น แต่สำหรับรถยนต์ยุคปัจจุบันที่ระบุให้ใช้ 0W-20 หรือ 0W-16
แม้จะวิ่งในไทยก็มีประโยชน์มาก เพราะว่า
  • ปกป้องทันทีที่สตาร์ท: น้ำมันที่ใสเท่า 0W จะไหลขึ้นไปเคลือบชิ้นส่วนบนสุดของเครื่องยนต์ได้เร็วกว่าภายในไม่กี่วินาที ช่วยลดการสึกหรอตอน "สตาร์ทตอนเช้า" (ซึ่งเป็นช่วงที่เครื่องสึกหรอสูงที่สุด)
  • ช่วยประหยัดน้ำมัน: เพราะน้ำมันมีความหนืดต่ำในตอนแรก เครื่องยนต์จึงไม่ต้องออกแรงต้านมาก ทำให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ดีขึ้น
ดีที่สุดคือเปิด "คู่มือประจำรถ" ดูเกรดที่โรงงานกำหนด หากเติมผิดเบอร์ไปไกล (หนืดเกินจนรถอืด หรือใสเกินจนฟิล์มน้ำมันขาด) อาจทำให้เครื่องยนต์สึกหรอไวก่อนเวลาอันควรครับ!

บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy